เกมนัดล่าสุดที่ผ่านมา คือเกมที่ “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ ควรที่จะคว้าชัยชนะได้ให้อย่างยิ่งยวด เรียกได้ว่าควรที่จะคว้าชัยชนะให้ได้สถานเดียวเท่านั้น เพื่อที่จะรักษาเก้าอี้จ่าฝูง ที่ลำพังก็ไม่ได้มั่นคงนักในพักหลัง แค่ลมเบาๆ พัดมาก็โยกเยก เอียนไปตามกระแสลม

เสมอก็ว่าแย่แล้ว แต่ดันแย่กว่า เมื่อถึงกับบุกไปแพ้ “บริสตอล ซิตี้” 0-1 กับทีมที่บุกเขาเคยบุกมาชนะ ด้วยสกอร์ขาดลอยถึง 4-0 เมื่อปี 2013 แถมการเจอกันที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดียม ยังเอาชนะมาได้ 1-0 จากจุดโทษของ “เจมี วาร์ดี” แต่เกมนี้ที่พวกเขาแพ้ส่วนหนึ่งต้องโทษตัวเอง เพราะมีโอกาสหลายครั้งหลายครามาก แต่ไม่สามารถแปรเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นเป็นสกอร์ได้

ผลพวงจากการปราชัยทำให้ทีมของ “เอ็นโซ มาเรสกา” ที่มี 82 คะแนน เท่าเดิมจาก 38 นัด หล่นลงมาอยู่ที่ 3 ของตาราง โดยทีมจ่าฝูงเปลี่ยนมือเป็น “อิบสวิช ทาวน์” ภายใต้การนำทีม “คีแรน แม็คเคนนา” อดีตผู้ช่วย “โอเล กุนนาร์ โซลชาร์” สมัยคุม “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ขึ้นไปดำรงตำแหน่งผู้นำของลีก ส่วนอันดับ 2 คือ “ลีด ยูไนเต็ด” ที่มี 83 คะแนน

เรื่องในสนามก็ปั่นป่วนชวนปวดหัวมากพอแล้ว ยังมีเรื่องนอกสนามที่ชวนปวดประสาท เรียกได้ว่าพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก อย่างแท้จริง เมื่อพวกเขาถูก “พรีเมียร์ลีก” และ “อีเอฟแอล” ที่ตั้งข้อหาผิดกฎทางการเงิน แม้จะมีการชี้แจงที่มาที่ไปอย่างละเอียดยิบแล้วก็ตาม ก่อนที่จะยื่นฟ้อง 2 องค์กรดังกล่าวในที่สุด

ตัดภาพกลับมาที่เรื่องในสนาม ถ้าดูจากผลงานในลีก 6 นัดหลังสุดต้องบอกว่า “ละเหี่ยใจ” เมื่อเก็บชนะได้แค่ 1 นัดเท่านั้น เสมออีก 1 นัด แต่ปราชัยไปถึง 4 นัด ซึ่งจาก 18 คะแนนเต็มที่มือให้ไขว่คว้า กลับเก็บได้เพียงหยิบมือแค่ 4 คะแนนเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ จากสถานะผู้นำที่จิบชาชิลล์ๆ ทว่าตอนนี้ต้องมากระเสือกกระสน ดิ้นรนอย่างที่ไม่เคยขาดคิดมาก่อน ที่อาจจะต้องทำให้ต้องเขาต้องไปลุ้น “เพลย์ ออฟ” เพื่อกลับขึ้นสู่ “พรีเมียร์ลีก” หรือซ้ำร้ายกว่านั้นอาจหลุดวงโคจรในช่วงเวลาสำคัญ ไม่มีสิทธิ์ลุ้น “เพลย์ ออฟ” เลยก็ได้ 

ทว่าในเรื่องร้าย ยังมีเรื่องดีเล็ก เมื่อ “เลสเตอร์ ซิตี้” ลงเล่นน้อยกว่าทีมอันดับ 1-2 อย่าง “อิปสวิช ทาวน์” และ “ลีดส์ ยูไนเต็ด” 1 นัด ถ้าเก็บชัยชนะได้ก็จะมีคะแนนมากกว่าทันที และเมื่อแข่งเท่ากันจะเหลืออีกแค่ 7 นัด เท่านั้นก่อนจะจบฤดูกาล 2023-34

ถึงตอนนี้สถานการณ์เรียกได้ว่า “เลสเตอร์ ซิตี้” หลังพิงฝาก็จริง แต่พวกเขายังมีโอกาสสุดท้ายนี้อยู่ โอกาสที่พวกเขาจะต้องคว้าไว้ให้ได้ ไม่โยนทิ้งหรือสิ้นเปลืองแบบที่ผ่านมาๆ เริ่มต้นจาก เก็บชัยชนะอีก 1 เกมในมือ และคว้าชัยชนะในอีกทุกนัดที่เหลือ เพื่อคว้าแชมป์ “เดอะ แชมเปียนชิพ” พร้อมขึ้นสู่มา “พรีเมียร์ลีก” ได้อย่างสง่าผ่าเผย